สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

นายณัฐนัย อนันตรัมพร

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2568 เป็นปีที่โลกก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป หากแต่กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI), คลาวด์, ดาต้าเซ็นเตอร์, หรือระบบการเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูง ล้วนเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของประเทศและองค์กรในระยะยาว

ในบริบทเช่นนี้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการเติบโต นั่นคือช่วงเวลาที่ โครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้เวลาสร้างมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตระลอกใหม่ขององค์กร

จาก “ผู้ให้บริการโครงข่าย” สู่ “ผู้อยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจดิจิทัล”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ITEL ยึดมั่นในบทบาทของการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มีความมั่นคง เสถียร และเชื่อถือได้ เราเชื่อมาโดยตลอดว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หากขาดการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีนั้นย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง

โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อจึงไม่ใช่เพียงส่วนประกอบหนึ่งของระบบดิจิทัล แต่เป็นรากฐานที่กำหนดขีดความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ ประเทศ และเศรษฐกิจโดยรวม หากโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง ระบบเศรษฐกิจย่อมสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด ปี 2568 คือปีที่บทบาทดังกล่าวถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จากการเป็น “ผู้ให้บริการโครงข่าย” สู่การเป็น ผู้สนับสนุนเชิงกลยุทธ์ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับยุค AI และ Hyperscaleเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นพร้อมกัน การเชื่อมต่อ คือปัจจัยตัดสิน

การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI), คลาวด์ และ Hyperscale Data Center กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เพียงสถานที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์อีกต่อไป แต่เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงแบบไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าระบบดิจิทัลจะพร้อมใช้งาน หากขาดโครงข่ายการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพสูง ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมไม่สามารถรองรับงาน AI ขนาดใหญ่ ระบบคลาวด์ระดับองค์กร หรือการให้บริการข้ามภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

ผู้ให้บริการ AI และ Hyperscaler จึงต้องการโครงข่ายที่มากกว่า “ความเร็ว” แต่ต้องมี ความเสถียร ความปลอดภัย ความสามารถในการขยายระบบ และการเชื่อมต่อในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลที่กระจายตัวอยู่ในหลายศูนย์ข้อมูลพร้อมกัน

ด้วยโครงข่ายใยแก้วนำแสงของ ITEL ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งตามแนวเส้นทางรถไฟ และเส้นทางถนนซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูล (Data Center Interconnection) บริษัทฯ มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งในการรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมนี้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะได้เห็นการเปิดใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อรองรับบริการคลาวด์ระดับโลก งานประมวลผล AI หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐและเอกชน การเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การขยายธุรกิจจากโครงข่าย สู่บริการดิจิทัลครบวงจร

ITEL ยังคงเดินหน้าต่อยอดจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานหลัก ไปสู่บริการดิจิทัลที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลายและยั่งยืนมากขึ้น บริษัทฯ เชื่อว่าการเติบโตในระยะยาวไม่ได้เกิดจากการขยายขนาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการยกระดับบทบาทขององค์กรให้สอดรับกับทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

ในปี 2568 บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาและต่อยอดใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก ซึ่งล้วนต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายของ ITEL ได้แก่ Big Data & AI Analytics, Cloud & Edge Computing, Cybersecurity & Blockchain, IoT, Drone & Smart Infrastructure และ Green Technology & Sustainability เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

กลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่การขยายออกจากแกนหลักของธุรกิจ แต่เป็นการ ต่อยอดจากโครงข่ายที่ ITEL เชี่ยวชาญ และเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่บริการด้าน Health Tech, การพัฒนาและบูรณาการระบบ ERP เช่น SAP, การให้บริการ โครงข่ายเชื่อมต่อสำหรับผู้ให้บริการคลาวด์และ Hyperscaler, ไปจนถึงโซลูชันด้าน Drone และ Anti-Drone ที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ความเสถียรของเครือข่าย และความปลอดภัยของข้อมูล

การเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ สู่การเป็น Regional Operator

ปี 2568 เป็นปีที่ ITEL ให้ความสำคัญกับการยกระดับบทบาทขององค์กร ผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างมีเป้าหมายและมีวินัย บริษัทฯ มองการเติบโตในระยะถัดไป ไม่ได้เกิดจากการขยายขนาดของธุรกิจภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ ยกระดับขีดความสามารถขององค์กรสู่การดำเนินธุรกิจในระดับภูมิภาค

การมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่าง SEAX Global ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดบทบาทของ ITEL จากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงข่ายระดับภูมิภาค ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อข้ามประเทศ ข้ามศูนย์ข้อมูล และข้ามระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การผสานระหว่างโครงข่ายภายในประเทศ ความสามารถด้านการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ทำให้ ITEL มีความพร้อมในการพัฒนาบทบาทสู่การเป็น Regional Digital Infrastructure Operator ที่สามารถสนับสนุนลูกค้าองค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ และผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างครบวงจร ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

ปีแห่งการวางฐาน เพื่อการเร่งเครื่องในระยะถัดไป

ปี 2568 อาจไม่ใช่ปีที่สะท้อนผลลัพธ์ทางการเงินสูงสุดของ ITEL แต่เป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ เป็นปีแห่งการวางโครงสร้าง การลงทุน และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ความสามารถใหม่ที่ได้ต่อยอดขึ้น และทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน ปีถัดไปจะเป็นปีที่ศักยภาพของ ITEL เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทฯ เสมอมา และขอยืนยันความมุ่งมั่นว่า ITEL จะเดินหน้าสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และสังคมไทยต่อไป

นายณัฐนัย อนันตรัมพร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร